สิวหิน: คืออะไร และวิธีดูแลที่ถูกต้อง

สิวหิน

สิวหิน หลายคนคงจะได้ยินชื่อสิวชนิดนี้กันมามากแล้ว และมักจะเกิดคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าสิวตัวนี้ ว่ามีที่มาอย่างไร เป็นแล้วหายเองได้ไหม หากรักษาหายแล้วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกรึเปล่าและคำถามอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับเจ้าสิวตัวนี้ให้ดียิ่งขึ้นและจะพาทุกคนไปหาคำตอบที่ยังสงสัยเกี่ยวกับเจ้าสิวตัวนี้ไปพร้อมๆ กัน

สิวหิน คืออะไร

สิวหิน หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า Syringomas  คือ มีลักษณะเป็น ตุ่มเนื้อ แข็ง และยังมีลักษณะคล้ายสิวผด หรือ Papule โดยเป็นเนื้องอกของต่อมเหงื่อ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้องอกของท่อเหงื่อ โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีขาวขุ่น อาจจะมีสีเหลือง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ถึง 3 มม โดยจะไม่มีอาการปวดหรือคัน และยังเป็นเนื้องอกประเภทที่ไม่มีอันตราย เกิดขึ้นบนผิวหนังของเรา โดยส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มขนาดเล็ก บนผิวหน้า เพียงแต่จะสร้างความรำคาญ และทำให้ความมั่นใจของเราหดหาย เนื่องจากเจ้าสิวตัวนี้เป็น ดูแลยาก และยังรักษายาก อาจจะใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาตินานมาก จึงถูกเรียกว่า สิวหิน ตามชื่ออันน่ากลัวของมันนั่นเอง

สิวหิน สาเหตุของการเกิด

ในปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดสิวหินที่แน่ชัด ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่สิ่งที่ทราบแน่ชัด คือ สิวหินมีแนวโน้มที่จะเกิดในครอบครัวเดียวกัน หมายความว่าหากคนในครอบครัวมีประวัติการเกิดสิวหิน ก็มีโอกาสสูงที่จะพัฒนาสภาพนี้เช่นกัน โดยมักพบมากในผู้หญิงวัยรุ่น รวมไปถึงผู้ที่อยู่ในวัยทอง การเปลี่ยนแปลงระดับฮอร์โมนในระหว่างช่วงเวลาเหล่านี้อาจกระตุ้นการเติบโตของต่อมเหงื่อ ทำให้เกิดสิวหิน และยังมีสาเหตุอื่น ๆ ดังต่อไปนี้

สิวหินปฐมภูมิ

สิวหินปฐมภูมิ หรือ Primary Milia หมายถึงตุ่มนูนขนาดเล็กสีขาวที่เกิดขึ้นบนผิวหนังซึ่งไม่ได้เกิดจากการอุดตันของรูขุมขน แต่เป็นผลจากการสะสมของเซลล์ผิวหนังตาย จากเส้นใยเคราตินใต้ผิวหนังรวมตัวกับไขมันในต่อมใต้ผิวหนังเกิดการทับถมกันนานจนกลายเป็นสิวหัวปิด มักจะเกิดในบริเวณเปลือกดวงตา สามารถพบได้ทั่วไปในทารกแรกเกิดและผู้ใหญ่ ตุ่มเหล่านี้ไม่เจ็บปวดหรือไม่ก่อให้เกิดอาการอื่นๆ และโดยปกติแล้วจะไม่ต้องการการรักษาเนื่องจากสามารถหายไปเองได้ในที่สุด

สิวหินในวัยหนุ่มสาว

สิวหินในวัยหนุ่มสาวมักเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรืออาจจะเกิดจากการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น มะเร็งผิวหนังบางประเภท 

สิวหินชนิดแบนราบ

สิวหินชนิดแบนราบ หรือ Flat Milia เป็นสิวหินที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดไม่ชัดเจน อาจจะเกิดจากการติดเชื้อที่ลุกลามจนกลายเป็นปื้นบนผิวหนังหรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด สิวหินประเภทนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัยแต่จะพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยกลางคนและมักจะเกิดบริเวณหลังหู สิวหินที่ตา สิวหินชนิดแบนราบมักจะไม่ก่อให้เกิดความรู้สึกเจ็บปวดหรือคัน และเป็นเพียงปัญหาทางความงามเท่านั้น ในหลายกรณี ตุ่มเหล่านี้สามารถหายไปเองโดยไม่ต้องมีการรักษา

สิวหินชนิดบาดแผล

สิวหิน ชนิดบาดแผล เกิดจากการที่ผิวหนังของเราได้รับการบาดเจ็บ จากการอักเสบ ผื่นพุพอง แผลไฟไหม้หรือผิวหนังบริเวณนั้นถูกเสียดสีซ้ำๆ จนกระตุ้นให้เกิดสิวหินในที่สุด โดยสิวหินชนิดบาดแผลมักจะเกิดบริเวณหลังมือและนิ้วมือ ตุ่มเหล่านี้เป็นผลมาจากการที่ผิวหนังพยายามซ่อมแซมตัวเองและในกระบวนการนั้น มีการสะสมของเซลล์ผิวหนังตายใต้ผิวหนังในพื้นที่ที่บาดเจ็บ สิวหินชนิดบาดแผลมักจะหายไปเองเมื่อผิวหนังบริเวณนั้นหายดี อย่างไรก็ตาม ในบางกรณีที่ตุ่มไม่หายไปหรือทำให้เกิดความรำคาญ

 

AquaPlus แบรนด์ที่เชี่ยวชาญสกินแคร์ดูแลผิวมัน

 

บริเวณที่มักเกิดสิวหิน

สิวหิน เจ้าสิวตัวนี้ยังนอกจาก เหมือนกับรู้ว่าต้องเกิดบริเวณไหนที่จะทำให้เราเสียความมั่นใจที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิด บริเวณรอบๆ ดวงตาไม่ว่าจะเป็นสิวหินใต้ตา หรือสิวหินเปลือกตา ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวบอบบางและรักษายาก นอกจากบริเวณดังกล่าวแล้วเจ้าสิวหินยังสามารถเกิดได้ที่บริเวณอื่นในร่างกายได้ เช่น บริเวณแก้ม จมูกและลำคอ เป็นต้น

สิวหินใต้ตา

พื้นที่ใต้ตามีผิวที่บางและอ่อนไหวเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้มีแนวโน้มที่จะเกิดสิวหินได้ง่ายกว่าบริเวณอื่นๆ บนใบหน้า ผิวใต้ตาที่บอบบางอาจไม่สามารถผลัดเซลล์ผิวหนังตายได้เหมือนกับบริเวณผิวอื่นๆ ทำให้เกิดการสะสมของเซลล์ตายและน้ำมันซึ่งก่อตัวเป็นสิวหินได้ง่ายกว่า หรือ การใช้ครีมรอบดวงตาหรือเครื่องสำอางที่หนักเกินไปสำหรับผิวใต้ตาอาจอุดตันรูขุมขนและนำไปสู่การเกิดสิวหิน ผลิตภัณฑ์ที่มีน้ำมันสูงอาจเป็นสาเหตุให้เกิดการอุดตันได้ ในบางกรณี เกิดการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนสามารถที่จะส่งผลกระทบต่อผิวหนัง และเพิ่มการผลิตน้ำมัน ซึ่งอาจนำไปสู่การสะสมของเซลล์ตายและน้ำมันใต้ตา จนสุดท้ายก็เกิดเป็นสิวหินใต้ตานั่นเอง

สิวหิน สิวเม็ดข้าวสาร แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนยังสับสน เพราะสิวทั้ง 2 ตัวนี้มีความคล้ายกันทั้งลักษณะที่ใกล้เคียงกัน บริเวณที่ปรากฏและเป็นสิวที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อผิวหนังรวมถึงสาเหตุการเกิดก็ยังไม่ทราบแน่ชัดเช่นเดียวกัน แต่แท้ที่จริงแล้วสิวทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่ใช่สิวชนิดเดียว ถ้าสังเกตดีๆ สิวทั้ง 2 ชนิดนี้ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่  โดย สิวหิน คือการเจริญเติบโตของต่อมเหงื่อขนาดเล็กที่มีลักษณะเหมือนสิวสีเหลืองหรือสีผิวตามธรรมชาติ จะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคันร่วมด้วย มักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นและจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามอายุ ถ้าหากปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติจะใช้เวลานานมาก ส่วน สิวเม็ดข้าวสาร เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ตื้นและแข็ง สีขาวคล้ายไข่มุกหรือเม็ดข้าวสารและอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบได้ในทุกเพศทุกวัยและสามารถหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน 

สิวหินหายเองได้ไหม

และนี่ก็เป็นคำถามยอดฮิตอีกอย่างเกี่ยวกับสิวหิน มีหลายคนเข้าใจว่าสิวหินไม่สามารถหายเองได้ นั่นเพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีเจ้าสิวตัวนี้ก็ยังอยู่กับเราไม่หายไปไหนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุของเราอีกต่างหาก จึงทำให้ใครหลายๆ คนเข้าใจผิดกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สิวหินสามารถหายเองได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการสลายตัวนานมาก อาจใช้เวลานานเป็นสิบๆ ปีกันเลยทีเดียว และเชื่อว่าหลายๆ คงจะรอเวลานานขนาดนั้นไม่ไหวแน่นอน เราจึงขอแนะนำให้ทำการรักษา ดีกว่าปล่อยให้เจ้าสิวตัวนี้มาทำลายความมั่นใจของเรา

สิวหิน วิธีรักษา

สิวหิน เป็นสิวที่รักษายากมาก เพราะเป็นสิวที่เกิดอยู่บริเวณผิวหนังชั้นลึก อีกทั้งถ้าหากปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติก็ใช้เวลาในการสลายตัวนานมาก สิวชนิดนี้จึงถือเป็นสิวที่สร้างความรำคาญใจและเป็นตัวทำลายความมั่นใจของใครหลายๆ คนอีกด้วย

1.การกดสิว

เป็นวิธีรักษาที่ง่ายที่สุด ไม่แนะนำเนื่องจากอาจทำให้เกิดการติดเชื้อหรือทิ้งรอยแผลเป็น เพราะสิวหินเป็นสิวที่เกิดอยู่บริเวณผิวหนังชั้นลึกหากกดเองอาจเกิดการติดเชื้อและเกิดเป็นรอยแผลเป็นจากการกดได้ ดังนั้นจึงควรกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น พวกเขาอาจใช้เข็มสเตอริไลซ์เพื่อทะลุตุ่มสิวอย่างอ่อนโยนและใช้เครื่องมือออกแบบมาเพื่อกดสิวออกมาโดยไม่ทำให้ผิวหนังรอบข้างได้รับบาดเจ็บ

2.รักษาสิวหินด้วยเลเซอร์

การใช้เลเซอร์เป็นวิธีการรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงสำหรับสิวหิน โดยเลเซอร์จะถูกใช้เพื่อทำลายตุ่มสิวหินโดยตรง วิธีนี้ช่วยลดการติดเชื้อและลดโอกาสในการเกิดแผลเป็น เลเซอร์สามารถปรับแต่งได้เพื่อรักษาที่ลึกเพียงพอและมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงที่ตุ่มสิวโดยไม่ทำลายผิวหนังรอบข้าง และในปัจจุบันเทคโนโลยีของเลเซอร์ก็ได้พัฒนาไปอยู่ในจุดที่เรียกได้ว่าปลอดภัยหายห่วงเลย

3.รักษาสิวหินด้วยความเย็น (Liquid Nitrogen)

โดยทำการรักษาสิวหินด้วยการใช้ความเย็นจากไนโตรเจนเหลว จี้ทำลายเนื้องอกสิวหินที่นูนออกมาให้หลุดออกจากผิวหนัง วิธีนี้อาจต้องทำซ้ำหลายครั้งแต่ก็เป็นวิธีที่ปลอดภัย และไม่ก่อให้เกิดแผลเป็นมากนัก แต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

4.รักษาสิวหินด้วยการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

Electrocautery เป็นการใช้กระแสไฟฟ้าความถี่สูงในการเผาไหม้ตุ่มสิวหิน เป็นวิธีการรักษาอีกอย่างหนึ่ง ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการรักษาสิวหินด้วยการเลเซอร์ ซึ่งวิธีนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากและมีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยอีกด้วย การรักษานี้ต้องการความชำนาญและควรทำภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญเพื่อหลีกเลี่ยงการได้รับความเสียหายของผิวหนังที่อาจจะเกิดขึ้นได้

สิวหิน รักษาหายแล้ว จะกลับมาเป็นซ้ำอีกไหม

เป็นคำถามที่พบบ่อยมากและเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงสงสัยเช่นเดียวกันและขอตอบตรงนี้เลยว่า หากเรารักษาสิวหินจนหายแล้ว สิวหิน ก็ยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลรักษาของแต่ละบุคคลด้วย

สิวหินพบบ่อยแค่ไหน

โดยปกติสามารถพบเจอปัญหา สิวหินได้กับทุกเพศทุกวัย สถิติบางแห่งระบุว่าประมาณ 40-50% ของทารกแรกเกิดจะมีสิวหินอย่างน้อยหนึ่งจุดในช่วงระยะเวลาหลังคลอด ทำให้เห็นได้ชัดว่านี่เป็นสภาพผิวหนังที่มักพบเจอได้ตั้งแต่ช่วงแรก แต่จะมีคนบางกลุ่มที่มีโอกาสพบเจอ สิวหินมากกว่ากลุ่มอื่น เช่นเดียวกัน

ผู้หญิง

มีแนวโน้มว่าผู้หญิงอาจพบสิวหินมากกว่าผู้ชาย เหตุผลหลักมาจากหลายปัจจัยที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับผิวหนังและการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนที่เกิดขึ้นในผู้หญิงมากกว่าในผู้ชาย โดยผู้หญิงมักประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางฮอร์โมนหลายครั้งในชีวิต รวมถึงช่วงวัยรุ่น ระหว่างการตั้งครรภ์ และวัยทอง ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้อาจมีผลต่อต่อมไขมันและต่อมเหงื่อ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ส่งผลต่อผิวหนังและอาจนำไปสู่การเกิดสิวหิน และ ผู้หญิงมักใช้ผลิตภัณฑ์บำรุงผิวและเครื่องสำอางมากกว่าผู้ชาย บางส่วนของผลิตภัณฑ์เหล่านี้อาจมีส่วนผสมที่ทำให้ผิวเกิดการระคายเคืองหรืออุดตันได้ง่าย ซึ่งอาจส่งเสริมการเกิดสิวหิน และท้ายที่สุดผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะได้รับการรักษาผิวหนังด้วยวิธีที่หลากหลาย เช่น การทำเลเซอร์ การขัดผิว และการรักษาด้วยสารเคมี ซึ่งอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของผิวหนังในระยะยาวและนำไปสู่การเกิดสิวหินแบบบาดแผลได้

วัยรุ่น

วัยที่กำลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ไม่เพียงแต่มักพบ สิวหิน แต่ยังรวมไปถึง สิวชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สิวหัวช้าง สิวหน้าผาก สิวอุดตัน รวมไปถึง สิวฮอร์โมน อีกด้วย สาเหตุอาจจะมีเพราะมีการแปรผันของระดับฮอร์โมนมากกว่าปกติ

ผู้ใหญ่

โดยวัยผู้ใหญ่ในกลุ่มนี้ จะมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ไปจนถึงอายุ 60 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มวัยรุ่น ในกลุ่มนี้ระดับฮอร์โมนมักจะมีการเปลี่ยนแปลงลดลง มากกว่าช่วงวัยอื่นๆ

 

 

สิวหิน

 

สิวหิน ป้องกันอย่างไร

สิวหิน ใช้เวลาในการรักษานานและยากมาก เมื่อรักษาหายแล้วเราก็ควรหาวิธีป้องกันและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้สิวหินกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง

  • ลดการใช้เครื่องสำอาง
  • เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางให้หมดจด
  • สครับผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • เลือกใช้ผลิตสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว
  • สครับผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว

สรุป 

สำหรับ สิวหิน แม้การดูแล การรักษา จะไม่ใช่ปัญหา อย่างไรก็ตาม สิวหิน หรือ Syringomas มักจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำ กลับมาได้เรื่อยๆ และอาจจำเป็นต้องกลับมาดูแลรักษาอีกครั้ง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า