ผิวมันแค่ตรง T-zone หรือเปล่า? ลักษณะของ ผิวผสม

ผิวผสม

“ผิวผสม” เป็นอย่างไร

       เป็นผิวที่มีลักษณะผสมกันระหว่างผิวสองประเภท  กล่าวคือบางบริเวณผิวจะแห้ง ในขณะที่บริเวณอื่นๆ จะมีผิวธรรมดาหรือผิวมัน ลักษณะบ่งชี้โดยทั่วไปของผิวผสมก็คือผิวบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูก และคาง) จะมีความมันมากกว่าปกติ  ส่วนผิวบริเวณดวงตา และบริเวณแก้มผิวจะแห้ง

ปัญหาผิว tzone

ลักษณะ

         ผิวหน้าผสมเป็นประเภทของผิวที่พบได้มากที่สุดในประเทศแถบร้อนอย่างประเทศไทย โดยมีลักษณะสภาพผิวทั้งบริเวณแห้งและมัน มีสาเหตุเกิดจากผิวบริเวณส่วนกลาง คือ หน้าผาก จมูก คาง มีต่อมผลิตไขมันที่มากกว่าบริเวณอื่นๆ ของใบหน้า ทำให้ผลิตน้ำมันออกมามากเกินไป รวมทั้งมีรูขุมขนขยายใหญ่ขึ้น จนอาจมีสิ่งสกปรกไปอุดตันได้ง่าย และมีโอกาสเกิดสิวได้ง่ายมากกว่าบริเวณอื่น ในขณะเดียวกันบริเวณที่มีต่อมไขมันน้อยกว่า เช่น บริเวณรอบดวงตา บริเวณข้างแก้ม ก็มักจะแห้ง หรือผิวลอกเป็นขุย เพราะเกิดจากการขาดน้ำมันและสมดุลไขมันผิดปกติ

แตกต่างจากผิวมันเป็นอย่างไร

         ในบรรดาประเภทผิวทั้งหมด จะมีผิว 2 ประเภทที่มักสร้างความสับสน แยกแยะออกได้ยาก   ดังนั้นเราลองมาเรียนรู้วิธีแยะแยะความแตกต่างของผิวทั้ง 2 ประเภทนี้กัน

เริ่มต้นจากผิวมันจะมีลักษณะให้เห็นชัด ดังนี้

  1. หลังล้างหน้าแล้วประมาณ 1-2 ชั่วโมง ผิวหน้าก็กลับมามันอีก
  2. ในช่วงเวลากลางวัน ผิวจะมันเยิ้มอย่างสังเกตได้ชัด โดยเฉพาะบริเวณ T-zone (หน้าผาก จมูกและคาง)
  3. ในระหว่างวัน เครื่องสำอางแต่งหน้าจะเริ่มลบเลือน เพราะความมันบนผิวหน้า
  4. ผิวหน้ามีรูขุมขนกว้าง
  5. เป็นสิวอยู่บ่อยๆ เพราะความมันบนผิวหน้าที่มากเกินไป ทำให้บางครั้งก็อุดตันรูขุมขน ทำให้เกิดสิวขึ้น

ส่วนผิวหน้าผสมจะมีทั้งความเหมือนและแตกต่างออกไป ดังนี้

  1. จะมีทั้งลักษณะผิวแห้งและผิวมันได้ในเวลาเดียวกัน
  2. บริเวณ T-zone จะมีความมันมาก แต่ช่วงบริเวณอื่น เช่น แก้ม ผิวรอบดวงตา จะแห้ง หยาบกร้าน
  3. รูขุมขนบริเวณช่วง T-zone จะกว้างเป็นพิเศษ
  4. นอกจากหน้ามันแล้ว มักจะประสบกับปัญหาผิวหมองคล้ำ และผิวลอกแห้งเป็นขุยอีกด้วย

 

ใช้ครีมอะไรดี

       สำหรับการดูแลผิวหน้าผสมนั้นควรที่จะเน้นไปที่การดูแลสภาพผิวทั้งสองประเภท โดยเราจะต้องเพิ่มความชุ่มชื้นให้บริเวณที่แห้งของใบหน้าซึ่งก็คือบริเวณรอบดวงตาและแก้ม  และพยายามลดน้ำมันส่วนเกินในบริเวณที่มัน ซึ่งก็คือบริเวณหน้าผาก จมูก เหนือริมฝีปากและคาง ดังนั้นแทนที่จะดูแลผิวหน้าทั้งใบหน้าด้วยผลิตภัณฑ์ชนิดเดียว เราจะต้องดูแลผิวเฉพาะจุดแตกต่างกันไป ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวบริเวณนั้น ตัวอย่างเช่น ถ้าเรากำลังมีสิวอักเสบที่หน้าผากและเรารู้ว่าบริเวณหน้าผากของเรามักจะมัน ให้ใช้การดูแลเฉพาะจุดเพื่อจัดการกับความมันที่บริเวณหน้าผาก    หรือผิวในบริเวณ T-zone ให้เลือกใช้ผลิตภัณฑ์ประเภท Oil-free และเนื้อผลิตภัณฑ์บางเบา  และถ้าผิวที่แก้มของเรามีแนวโน้มว่าจะแห้งและระคายเคือง ให้ใช้ผลิตภัณฑ์หรือมอยส์เจอไรเซอร์เพิ่มความชุ่มชื้นแค่บริเวณนั้น   นอกจากนี้การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ล้างหน้าก็มีความสำคัญ จะต้องคำนึงถึงความอ่อนโยนกับผิว เพื่อป้องกันทั้งปัญหาผิวแห้งตึงระคายเคือง และปัญหาผิวมันเยิ้ม

การบำรุงผิว

เคล็ดลับการดูแลผิว

       การดูแลผิวอย่างอ่อนโยนเป็นกฎพื้นฐานของการดูแลผิวทุกประเภท การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีสารระคายเคืองหรือสารขัดผิวชนิดเข้มข้นกับผิวหน้า จะทำให้ที่มีลักษณะของผิวสองประเภทอ่อนแอมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะบริเวณแก้มและด้านข้างใบหน้าที่เป็นผิวแห้ง อาจจะเกิดความหยาบกร้านและรอยแดง  รวมทั้งในบริเวณ T-zone ก็จะยิ่งถูกรบกวนให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น เคล็ดลับสำคัญในการดูแลก็คือ การปรับสมดุลอย่างอ่อนโยนของผิวทั้งสองบริเวณให้ใกล้เคียงกัน    

       การทำความสะอาดผิวเป็นประจำทุกวัน โดยการปรับสมดุลผิวบริเวณ T-zone จำเป็นต้องล้างทำความสะอาดอย่างอ่อนโยนเพื่อขจัดน้ำมันส่วนเกิน เพื่อปกป้องการอุดตันของรูขุมขน หลีกเลี่ยงการเกิดปัญหาสิวต่างๆ ในขณะเดียวกันบริเวณผิวแห้งก็จะต้องไม่สูญเสียความชุ่มชื่นใดๆ อีกด้วย และที่สำคัญไม่ควรทำความสะอาดผิวหน้ามากกว่าวันละสองครั้ง (เช้า – เย็น) เพราะจะทำให้ผิวหน้าส่วนที่บอบบางจะยิ่งแห้งกร้านกว่าเดิม 

       ในส่วนของการเลือกใช้ครีมบำรุงผิวหน้า ควรเลือกผลิตภัณฑ์ที่มีเนื้อบางเบาและมีส่วนผสมที่เป็นปริมาณน้ำมันน้อย และควรทาให้สม่ำเสมอทั่วบริเวณหน้าผาก จมูก และคาง ครีมบำรุงผิวหน้าที่ใช้ต้องให้ความชุ่มชื้น แต่มีเนื้อบางเบา ซึมไว ไม่เหนียวเหนอะหนะ สามารถใช้ได้ทุกวัน ช่วยลดความมันในรูขุมขน ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดสิว และหากสามารถปกป้องผิวจากแสงแดดได้ในเวลาเดียวกันด้วยจะเป็นสิ่งที่ดีมาก 

Q&A

คำถาม 1: ผิวหน้าผสมมีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง

คำตอบ 1: ข้อดีคือจะไม่ค่อยมีริ้วรอยหรือเกิดริ้วรอยยากในบริเวณที่มัน และจะไม่มีปัญหารูขุมขนกว้างในบริเวณที่แห้ง ส่วนข้อเสียนั้นก็คือจะดูแลยากกว่าผิวประเภทอื่นๆ เพราะต้องดูแลแบบผิวมันตรงส่วนที่มัน แบบผิวแห้งตรงส่วนที่แห้ง สิวผดมักจะขึ้นบริเวณหน้าผาก การเลือกผลิตภัณฑ์ดูแลผิวจึงยากกว่าผิวแห้งและผิวมัน

คำถาม 2: ผิวหน้าผสมค่อนข้างมัน เป็นอย่างไร

คำตอบ 2วิธีง่ายๆ ที่จะสังเกตแยกแยะความแตกต่างระหว่างผิว2 แบบนี้ก็คือ

  • หากในระหว่างวันพบว่าเครื่องสำอางเมคอัพลบเลือนจางลงในบริเวณ T-zone ต้องซับมันกันบ่อยๆ แต่บริเวณอื่นกลับปกติไม่แห้งหรือมันเกินไป ผิวแบบนี้คือ “ผิวผสมค่อนข้างมัน” ผิวแบบนี้จะมีโอกาสเกิดสิวอักเสบหรือสิวหนองได้ง่ายบริเวณรอบปาก คาง และหน้าผาก
  • แต่หากในระหว่างวันผิวบริเวณ T-zone มีสภาพเป็นปกติมาก แต่ผิวบริเวณอื่นมีลักษณะแห้งตึง แห้งเป็นขุยได้ง่าย   ผิวแบบนี้คือ “ผิวผสมค่อนข้างแห้ง” ผิวแบบนี้จะมีโอกาสเกิดสิวเสี้ยน สิวอุดตันได้ง่าย

อควาพลัส ซีรี่ส์

คำถาม 3: สกินแคร์เนื้อแบบไหนที่เหมาะกับผิวหน้าผสม

คำตอบ 3: สกินแคร์ที่มีเนื้อบางเบาซึมซาบลงลึกสู่ผิวได้ดี เพราะจะเป็นผิวที่มีทั้งบริเวณที่แห้งและมันบนใบหน้า ผิวบริเวณส่วนกลางอย่าง T-zone เช่น หน้าผาก จมูก คาง จะมีต่อมผลิตไขมันที่มากกว่าบริเวณอื่นๆ และเป็นส่วนที่เกิดสิวได้ง่ายมากกว่าบริเวณอื่น

ในเวลาเดียวกันบริเวณที่มีต่อมไขมันน้อยกว่าอย่างรอบดวงตา ข้างแก้ม ก็มักเกิดอาการแห้ง หรือบางทีผิวลอกเป็นขุยด้วย ซึ่งบริเวณนี้อาจจะต้องเพิ่มการบำรุงด้วยมอยส์เจอไรเซอร์เนื้อเข้มข้นมากเป็นพิเศษ

คำถาม 4: หากใช้มอยส์เจอไรเซอร์กับผิวหน้าผสมแล้ว จะยิ่งทำให้หน้ามันมากยิ่งขึ้นจริงหรือไม่

คำตอบ 4: สำหรับผู้ที่มีความเชื่อว่าการทามอยส์เจอไรเซอร์แล้ว จะทำให้ผิวหน้ายิ่งมันเยิ้มมากยิ่งขึ้น  ความเชื่อนี้เป็นความเชื่อที่ผิดจริงๆ แล้วมอยส์เจอไรเซอร์มีความสำคัญกับผิวอย่างมาก เพราะสภาพผิวของเราไม่ว่าจะเป็นประเภทไหนก็ตามจะต้องเผชิญกับการที่ความชุ่มชื้นภายในชั้นผิวค่อยๆ ลดลงทีละเล็กทีละน้อย ตามอายุที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อย่างเข้าสู่อายุ 30 – 40 ปี หากดูผิวจากภายนอกแล้วอาจจะดูเหมือนมีความมันในบางบริเวณ  และซ่อนปัญหาผิวด้านในแห้งแต่ด้านนอกมัน  

ดังนั้น มอยส์เจอไรเซอร์ที่ช่วยเติมเต็มความชุ่มชื้นภายในผิวนั้นจึงจำเป็นเสมอสำหรับผิว เพียงแต่ควรเลือกองค์ประกอบให้เหมาะสมกับสภาพผิวนั่นเอง

คำถาม 5: มอยส์เจอไรเซอร์แบบไหนเหมาะสำหรับผิวหน้าผสม

คำตอบ 5: วิธีการเลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่เหมาะสมเพื่อช่วยให้ผิวมีสมดุล ชุ่มชื้นและมีสุขภาพดี มีดังนี้

  • เลือกมอยส์เจอไรเซอร์ที่มีเนื้อบางเบา ซึมซาบลงลึก ช่วยบำรุงโดยไม่ทิ้งคราบมัน
  • เลือกใช้ผลิตภัณฑ์สูตรปราศจากน้ำมัน (Oil-free) ซึ่งจะช่วยในการควบคุมความมันโดยไม่ก่อให้เกิดการอุดตันของรูขุมขน
  • เลือกใช้มอยส์เจอไรเซอร์ที่มีส่วนผสมให้ความชุ่มชื้นสูงเพื่อฟื้นบำรุงให้ผิวชั้นล่างอิ่มน้ำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *