ประเภทสิว ความแตกต่างของสิว มีอะไรบ้าง?

ประเภทสิว

คนเราอยากมีผิวหน้าที่เนียนใสไร้สิวกันทุกคน แต่ด้วยสภาพผิว ระดับฮอร์โมน สภาพอากาศ และมลภาวะต่างๆ ที่เราต้องเผชิญอยู่ทุกวัน เป็นเรื่องง่ายมากที่ทำให้เกิดสิวขึ้น แต่รู้หรือไม่ว่ายังมีปัจจัยอื่นที่ทำให้เกิดสิวได้อีก และสิวก็ยังมีหลายประเภทด้วยกัน โดยประเภทสิวนั้นก็มีวิธีดูแลรักษาสิวที่แตกต่างกันออกไป 

“ประเภทสิว” โดยทั่วไปแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. สิวไม่อักเสบ (Non-inflammatory Acne) ได้แก่  

  • สิวอุดตัน 
  • สิวไม่มีหัว
  • สิวหัวดำ
  • สิวคอมมิโดน
  • สิวผด สิวเสี้ยน
  • สิวหัวขาว

วิธีสังเกตสิวประเภทนี้อย่างง่ายๆก็คือ เวลากดจะไม่รู้สึกเจ็บ  โดยวิธีการรักษาสิวไม่อักเสบ สามารถใช้ผลิตภัณฑ์แต้มสิวที่ออกแบบมาโดยเฉพาะแต้มสิวก่อนนอนติดต่อกันทุกคืน จนหัวสิวเปิดก็ค่อยกดออกและใช้ผลิตภัณฑ์ควบคุมความมันที่มีส่วนช่วยลดการผลิตน้ำมันบนผิวหน้าร่วมด้วย

2. สิวอักเสบ (Inflammatory Acne)

สิวประเภทนี้จะมีลักษณะเฉพาะตัวก็คือ  เวลาเรากดจะรู้สึกเจ็บ และมีอาการบวมแดง  ซึ่งสิวอักเสบนี้จะแบ่งเป็น 2 แบบคือ

     2.1 สิวหัวหนอง

จะเป็นสิวที่สังเกตเห็นได้ง่ายเพราะมีตุ่มหนองนูนขึ้นมาจากผิว   สิวประเภทนี้รักษาโดยการใช้ครีมแต้มสิวได้ หรือหากหัวสิวไม่เปิดอาจใช้การสะกิดหัวสิวแล้วทาครีมแต้มสิว แต่ห้ามกดบีบเค้นสิว เพราะจะทำให้สิวเกิดการอักเสบ บวมมากยิ่งขึ้น

     2.2 สิวไม่มีหัว

มักจะมีอาการแดงอักเสบอยู่ภายใน ซึ่งจะทำการรักษาได้ยาก สิวประเภทนี้มักไม่ยุบเองและทิ้งรอยดำไว้ด้วย  จะต้องใช้เจลหรือครีมแต้มสิวสูตรพิเศษในการรักษาสิวอักเสบโดยเฉพาะ ถ้าเป็นเยอะจนมีอาการบวมมากผิดปกติ ต้องรีบไปปรึกษาแพทย์ผิวหนังโดยตรง

 

หลักการสำคัญของการรักษาสิวอักเสบ 

คือการเอาหนองที่อุดตันออกมาให้หมด หากหนองที่คั่งค้างอยู่ภายในไม่ได้ถูกกำจัดออก กระบวนการอักเสบจะยังจะเกิดขึ้นต่อไปเรื่อยๆ จึงควรดูแลสิวประเภทนี้ควบคู่กับการทานยาหรือทายาฆ่าเชื้อร่วมด้วยเพื่อลดจำนวนเชื้อ   ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลและคำแนะนำของแพทย์ผิวหนัง

นอกจากการแบ่งประเภทของสิวออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ตามที่กล่าวมากข้างต้นแล้ว เรายังสามารถแบ่งประเภทของสิวตามลักษณะโดยละเอียดออกได้เป็น 4 ประเภทย่อย ได้แก่

  • สิวหัวขาว (Whiteheads)

สิวหัวขาวหรือสิวอุดตันหัวปิด เป็นสิวประเภทไม่อักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีขาวอยู่ภายใต้ผิวหนัง สิวยังไม่มีรูเปิด จึงทำให้เกิดการดันผิวจนนูนขึ้นมา เมื่อสัมผัสจะรู้สึกเหมือนมีก้อนเล็กๆใต้ผิว บีบออกยาก เพราะมีรากสิวลึก สิวประเภทนี้หากปล่อยไว้นานๆ จะขยายขนาดขึ้น สามารถพัฒนาเป็นสิวอักเสบสิวหนองที่มีขนาดใหญ่ได้ สาเหตุของการเกิดสิวหัวขาวส่วนใหญ่จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกาย และการอุดตันของผิวจากการใช้เครื่องสำอาง รวมไปถึงผลิตภัณฑ์บำรุงผิวที่มีน้ำมันเป็นส่วนประกอบ

สำหรับวิธีการดูแลรักษาสิวหัวขาว

คือการรักษาความสะอาดของใบหน้าอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกใช้สกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิวบอบบางเป็นสิวง่าย หลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนประกอบของน้ำมันและน้ำหอม เพราะเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสิวหัวขาว  นอกจากนี้แสงแดดก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ผิวหน้าที่เป็นสิวหัวขาวต้องเผชิญกับภาวะที่รุนแรงมากขึ้น ดังนั้นเพื่อเป็นการปกป้องผิวจากแสงแดดโดยตรง เราควรต้องเลือกใช้ครีมกันแดดที่เหมาะสมอีกด้วย

  • สิวหัวดำ (Blackheads)

สิวหัวดำเป็นสิวอุดตันแบบหัวเปิด เป็นสิวประเภทไม่อักเสบ มีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีดำเม็ดเล็กๆ มีรูเปิดออกจนเห็นหัวสิว และมองเห็นจุดสีดำอยู่บริเวณตรงกลางสิว   ซึ่งจุดสีดำของหัวสิวนี้ไม่ได้เกิดจากสิ่งสกปรก แต่เกิดจากรูขุมขนอุดตันจากเซลล์ผิวที่ตายแล้วและน้ำมัน (Sebum) ที่อยู่บนผิวหน้าของเราทำปฏิกิริยากับออกซิเจนในอากาศ (Oxidation) เปลี่ยนไขมันเป็นสีดำ จึงทำให้หัวสิวกลายเป็นสีดำนั่นเอง  สิวหัวดำนี้มักจะพบบริเวณทีโซน คือ หน้าผาก จมูก และคาง

วิธีการรักษาสิวหัวดำจะคล้ายกับการดูแลรักษาสิวหัวขาว

คือการดูแลผิวหน้าให้สะอาดหมดจดและใช้ยารักษาสิวที่ช่วยลดการอุดตัน พร้อมเปิดรูขุมขนให้สิวอุดตันหลุดออกง่ายขึ้น ที่เพิ่มเติมจากสิวหัวขาวก็คือ วิธีการรักษาสามารถใช้ร่วมกับวิธีการกดหัวสิวออกได้เพราะสิวหัวดำเป็นหัวสิวแบบเปิด

  • สิวอักเสบตุ่มนูนแดง (Papule) และสิวอักเสบตุ่มหนอง (Pustule)

สิวอักเสบตุ่มนูนแดง (Papule) เป็นสิวอักเสบ ที่มีลักษณะเป็นตุ่มแดงขนาดเล็ก ไม่มีหัวสิว เป็นตุ่มแดงกดเจ็บ ส่วนใหญ่สิวประเภทนี้จะเป็นสิวอุดตันขนาดเล็กในระยะแรกแต่พัฒนาต่อเป็นสิวอักเสบในระยะต่อมา โดยมีสาเหตุการเกิดจากเชื้อแบคทีเรีย P.acne มาอุดตันรูขุมขน ระบบภูมิคุ้มกันของผิวหนังจึงพยายามสร้างเซลล์เม็ดเลือดขาวขึ้นมาเพื่อกำจัดเชื้อแบคทีเรียนี้ ทำให้เกิดการอักเสบ และบวมแดงขึ้นมา จนกลายเป็นสิวอักเสบขึ้น สิวประเภทนี้หากไม่ได้รับการรักษาที่ถูกวิธี อาจกลายเป็นสิวอักเสบตุ่มหนอง (Pustule) ขึ้นได้

  • สำหรับสิวอักเสบตุ่มหนอง (Pustule)

เป็นสิวอักเสบ จะมีลักษณะเป็นตุ่มบวมแดง กดเจ็บ เกิดจากการอุดตันของรูขุมขนจนผิวบวม เกิดเป็นตุ่มหัวหนองสีเหลืองขึ้นในที่สุด และอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดสิวประเภทนี้ก็คือการติดเชื้อของรูขุมขน โดยตุ่มสิวจะมีลักษณะเป็นตุ่มหนองบวมแดง และไวต่อการสัมผัส  เป็นสิวประเภทที่มีอาการอักเสบมากกว่าสิวอักเสบชนิด Papule

วิธีการดูแลรักษาสิวทั้งสองประเภทนี้

ไม่ควรบีบหรือกดสิวออก เพราะจะทำให้เชื้อแบคทีเรียที่อุดตันแพร่กระจายไปยังส่วนอื่นได้ง่าย  จึงควรใช้ยาทาสิวที่มีคุณสมบัติต้านเชื้อแบคทีเรีย ลดอาการบวม บรรเทาการอักเสบ แต่หากใช้ยาทาแล้วไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวหนังเพื่อทำความสะอาดรูขุมขนและฆ่าเชื้อโรคโดยเฉพาะ

  • สิวอักเสบตุ่มใหญ่หรือสิวหัวช้าง (Nodule) และ ซีสต์ (Cyst)

สิวอักเสบตุ่มใหญ่ (Nodule) เป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง มีลักษณะตุ่มแข็งสีแดงขนาดใหญ่ เป็นสิวที่ไม่มีหัว อักเสบอยู่ใต้ผิวหนัง มีอาการเจ็บปวดมากเมื่อสัมผัส เกิดขึ้นได้จากการที่เชื้อแบคทีเรีย P.acne เข้าไปอยู่ในรูขุมขนที่มีเซลล์ผิวที่ตายแล้วผนวกกับความมันบนผิว ทำให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรงใต้ผิวหนังเ

ป็นบริเวณกว้าง อันเป็นสาเหตุของสิวอักเสบตุ่มใหญ่ หรืออาจเกิดจากการกดบีบสิวอักเสบประเภท Papule แล้วทำให้เชื้อแบคทีเรียและความมันในตุ่มสิวแตกกระจายออกอยู่ใต้ผิวหนัง ทำให้เกิดสิวอักเสบบวมแดงมากยิ่งขึ้นเกิดเป็นสิวประเภท Nodule ขึ้น

วิธีการรักษาสิวอักเสบตุ่มใหญ่หรือสิวหัวช้าง

ทำได้ค่อนข้างยาก เพราะเป็นสิวที่มีขนาดใหญ่ และเป็นสิวอักเสบชนิดรุนแรง เราไม่ควรกดสิวออกเองโดยเด็ดขาด หากดูแลไม่ดีจะเกิดการอักเสบที่รุนแรงมากยิ่งขึ้นและทำให้เกิดเป็นรอยแผลเป็นหลุมสิวได้  ดังนั้นวิธีการรักษาสิวประเภทนี้ควรได้รับการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญโดยเฉพาะเท่านั้น

  • สำหรับสิวประเภทสุดท้าย ซีสต์ (Cyst)

เป็นสิวอักเสบที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่เป็นประเภทที่รุนแรงและเป็นอันตรายมากที่สุด  ซีสต์จะเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่อาจมีขนาดใหญ่หลายเซนติเมตร ทำให้เกิดอาการบวมแดงและเจ็บปวดมาก  เกิดจากการติดเชื้อและพัฒนาของสิวขั้นรุนแรง เกิดการอักเสบเป็นถุงที่ภายในมีของเหลวข้นหนืดสีเหลืองเต็มไปด้วยหนองปนเลือด  สิวประเภทนี้แม้ว่าจะรักษาจนยุบหายแล้ว ก็อาจจะกลายเป็นแผลเป็นนูนหรือแผลเป็นหลุมสิวขนาดใหญ่ได้  ดังนั้นวิธีการดูแลรักษาสิวประเภทซีสต์นี้ จึงควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้นเช่นกัน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *