สิวหิน: คืออะไร และวิธีดูแลที่ถูกต้อง

สิวหิน
Reading Time: 2 minutes

สิวหิน หลายคนคงจะได้ยินชื่อสิวชนิดนี้กันมามากแล้ว และมักจะเกิดคำถามหลายอย่างเกี่ยวกับเจ้าสิวตัวนี้ ว่ามีที่มาอย่างไร เป็นแล้วหายเองได้ไหม หากรักษาหายแล้วจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำอีกรึเปล่าและคำถามอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งวันนี้เราก็จะพาทุกคนมารู้จักกับเจ้าสิวตัวนี้ให้ดียิ่งขึ้นและจะพาทุกคนไปหาคำตอบที่ยังสงสัยเกี่ยวกับเจ้าสิวตัวนี้ไปพร้อมๆ กัน

สิวหิน คืออะไร

สิวหิน หรือ ทางการแพทย์เรียกว่า Syringomas  คือ มีลักษณะเป็น ตุ่มเนื้อ แข็ง และยังมีลักษณะคล้ายสิวผด หรือ Papule โดยเป็นเนื้องอกของต่อมเหงื่อ หรืออาจจะเรียกได้ว่าเป็นเนื้องอกของท่อเหงื่อ โดยจะมีลักษณะเป็นตุ่มนูนสีขาวขุ่น อาจจะมีสีเหลือง มีเส้นผ่านศูนย์กลาง 1 ถึง 3 มม โดยจะไม่มีอาการปวดหรือคัน และยังเป็นเนื้องอกประเภทที่ไม่มีอันตราย เกิดขึ้นบนผิวหนังของเรา โดยส่วนมากมักจะเกิดขึ้นเป็นกลุ่มขนาดเล็ก บนผิวหน้า เพียงแต่จะสร้างความรำคาญ และทำให้ความมั่นใจของเราหดหาย เนื่องจากเจ้าสิวตัวนี้เป็น ดูแลยาก และยังรักษายาก อาจจะใช้เวลาในการสลายตัวตามธรรมชาตินานมาก จึงถูกเรียกว่า สิวหิน ตามชื่ออันน่ากลัวของมันนั่นเอง

สิวหิน สาเหตุของการเกิด

ในปัจจุบันนี้ยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดสิวหินที่แน่ชัด ว่าเกิดจากอะไรกันแน่ แต่สิ่งที่ทราบแน่ชัด คือ ปริมาณสิวหินจะมีจำนวนมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ อยู่ที่บุคคลและอายุที่เพิ่มขึ้น ถึงจะยังไม่ทราบสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด แต่สาเหตุการเกิดจะแตกต่างกันไปตามชนิดของสิวหิน ดังนี้

สิวหิน ปฐมภูมิ

เกิดจากเส้นใยเคราตินใต้ผิวหนังรวมตัวกับไขมันในต่อมใต้ผิวหนังเกิดการทับถมกันนานจนกลายเป็นสิวหัวปิด มักจะเกิดในบริเวณเปลือกดวงตา จมูกและอวัยวะเพศ สามารถหายได้เอง

สิวหิน ในวัยหนุ่มสาว

สิวหินในวัยหนุ่มสาวมักเกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรมหรืออาจจะเกิดจากการเจ็บป่วยต่างๆ เช่น มะเร็งผิวหนังบางประเภท 

สิวหิน ชนิดแบนราบ

สิวหิน ชนิดแบนราบ เป็นสิวหินที่ยังไม่สามารถระบุสาเหตุการเกิดไม่ชัดเจน อาจจะเกิดจากการติดเชื้อที่ลุกลามจนกลายเป็นปื้นบนผิวหนังหรืออาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับโรคผิวหนังบางชนิด สิวหินประเภทนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกวัยแต่จะพบได้บ่อยในผู้หญิงวัยกลางคนและมักจะเกิดบริเวณหลังหู สิวหินที่ตา สิวหินที่แก้ม และสิวหินที่กราม

สิวหินชนิดบาดแผล

สิวหิน ชนิดบาดแผล เกิดจากการที่ผิวหนังของเราได้รับการบาดเจ็บ จากการอักเสบ ผื่นพุพอง แผลไฟไหม้หรือผิวหนังบริเวณนั้นถูกเสียดสีซ้ำๆ จนกระตุ้นให้เกิดสิวหินในที่สุด โดยสิวหินชนิดบาดแผลมักจะเกิดบริเวณหลังมือและนิ้วมือ

 

AquaPlus Thailand

 

บริเวณที่มักเกิดสิวหิน

สิวหิน เจ้าสิวตัวนี้ยังนอกจาก เหมือนกับรู้ว่าต้องเกิดบริเวณไหนที่จะทำให้เราเสียความมั่นใจที่สุด โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเกิด บริเวณรอบๆ ดวงตาไม่ว่าจะเป็นสิวหินใต้ตา หรือสิวหินเปลือกตา ซึ่งเป็นบริเวณที่ผิวบอบบางและรักษายาก นอกจากบริเวณดังกล่าวแล้วเจ้าสิวหินยังสามารถเกิดได้ที่บริเวณอื่นในร่างกายได้ เช่น บริเวณแก้ม จมูกและลำคอ เป็นต้น

สิวหิน สิวเม็ดข้าวสาร แตกต่างกันอย่างไร

หลายคนยังสับสน เพราะสิวทั้ง 2 ตัวนี้มีความคล้ายกันทั้งลักษณะที่ใกล้เคียงกัน บริเวณที่ปรากฏและเป็นสิวที่ไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ ต่อผิวหนังรวมถึงสาเหตุการเกิดก็ยังไม่ทราบแน่ชัดเช่นเดียวกัน แต่แท้ที่จริงแล้วสิวทั้ง 2 ชนิดนี้ไม่ใช่สิวชนิดเดียว ถ้าสังเกตดีๆ สิวทั้ง 2 ชนิดนี้ยังคงมีความแตกต่างกันอยู่  โดย สิวหิน คือการเจริญเติบโตของต่อมเหงื่อขนาดเล็กที่มีลักษณะเหมือนสิวสีเหลืองหรือสีผิวตามธรรมชาติ จะไม่มีอาการเจ็บปวดหรือคันร่วมด้วย มักจะเกิดขึ้นในช่วงวัยรุ่นและจะเพิ่มจำนวนขึ้นตามอายุ ถ้าหากปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติจะใช้เวลานานมาก ส่วน สิวเม็ดข้าวสาร เป็นสิวเม็ดเล็ก ๆ ตื้นและแข็ง สีขาวคล้ายไข่มุกหรือเม็ดข้าวสารและอาจมีอาการคันร่วมด้วย พบได้ในทุกเพศทุกวัยและสามารถหายได้เองภายในไม่กี่สัปดาห์หรือไม่กี่เดือน 

สิวหิน หายเองได้ไหม

และนี่ก็เป็นคำถามยอดฮิตอีกอย่างเกี่ยวกับสิวหิน มีหลายคนเข้าใจว่าสิวหินไม่สามารถหายเองได้ นั่นเพราะไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปีเจ้าสิวตัวนี้ก็ยังอยู่กับเราไม่หายไปไหนและมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นตามอายุของเราอีกต่างหาก จึงทำให้ใครหลายๆ คนเข้าใจผิดกัน ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว สิวหินสามารถหายเองได้ แต่ต้องใช้ระยะเวลาในการสลายตัวนานมาก อาจใช้เวลานานเป็นสิบๆ ปีกันเลยทีเดียว และเชื่อว่าหลายๆ คงจะรอเวลานานขนาดนั้นไม่ไหวแน่นอน เราจึงขอแนะนำให้ทำการรักษา ดีกว่าปล่อยให้เจ้าสิวตัวนี้มาทำลายความมั่นใจของเรา

สิวหิน รักษาหายแล้ว จะกลับมาเป็นซ้ำอีกไหม

เป็นคำถามที่พบบ่อยมากและเชื่อว่าหลายๆ คนก็คงสงสัยเช่นเดียวกันและขอตอบตรงนี้เลยว่า หากเรารักษาสิวหินจนหายแล้ว สิวหิน ก็ยังสามารถกลับมาเป็นซ้ำได้อีกแน่นอน แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสภาพผิวและการดูแลรักษาของแต่ละบุคคลด้วย

สิวหิน พบบ่อยแค่ไหน?

โดยปกติสามารถพบเจอปัญหา สิวหินได้กับทุกเพศทุกวัย แต่จะมีคนบางกลุ่มที่มีโอกาสพบเจอ สิวหินมากกว่ากลุ่มอื่น ก็คือ

ผู้หญิง

ผู้หญิง หรือก็คือ มนุษย์เพศหญิง มักจะมีโอกาสพบเจอสิวหิน ได้มากกว่า ผู้ชาย

Marfan Syndrome (มาร์แฟนซินโดรม)

ผู้ที่ถูกวินิฉัยว่าเป็น Marfan Syndrome (มาร์แฟนซินโดรม)  รวมไปถึง ผู้ที่ถูกวินิฉัยว่าเป็น โรคเบาหวาน มักจะพบว่า มีสิวหิน มากกว่ากลุ่มอื่น

วัยรุ่น

วัยที่กำลังเข้าสู่วัยเจริญพันธุ์ ไม่เพียงแต่มักพบ สิวหิน แต่ยังรวมไปถึง สิวชนิดอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น สิวหัวช้าง สิวหน้าผาก สิวอุดตัน รวมไปถึง สิวฮอร์โมน อีกด้วย สาเหตุอาจจะมีเพราะมีการแปรผันของระดับฮอร์โมนมากกว่าปกติ

ผู้ใหญ่

โดยวัยผู้ใหญ่ในกลุ่มนี้ จะมีอายุตั้งแต่ 40 ปี ไปจนถึงอายุ 60 ปี เช่นเดียวกับกลุ่มวัยรุ่น ในกลุ่มนี้ระดับฮอร์โมนมักจะมีการเปลี่ยนแปลงลดลง มากกว่าช่วงวัยอื่นๆ

สิวหิน กับการดูแลรักษา

สิวหิน เป็นสิวที่รักษายากมาก เพราะเป็นสิวที่เกิดอยู่บริเวณผิวหนังชั้นลึก อีกทั้งถ้าหากปล่อยให้หายเองตามธรรมชาติก็ใช้เวลาในการสลายตัวนานมาก สิวชนิดนี้จึงถือเป็นสิวที่สร้างความรำคาญใจและเป็นตัวทำลายความมั่นใจของใครหลายๆ คนอีกด้วย

1.การกดสิว

เป็นวิธีรักษาที่ง่ายที่สุด แต่เราก็ไม่ควรกดด้วยเอง เพราะสิวหินเป็นสิวที่เกิดอยู่บริเวณผิวหนังชั้นลึกหากกดเองอาจเกิดการติดเชื้อและเกิดเป็นรอยแผลเป็นจากการกดได้ ดังนั้นจึงควรกระทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

2.รักษาสิวหินด้วยเลเซอร์

การรักษาสิวหินด้วยการเลเซอร์ โดยเฉพาะการเลเซอร์ด้วยคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) เป็นที่นิยมอย่างมากในปัจจุบัน ซึ่งการรักษาสิวหินด้วยวิธีนี้จะเจ็บน้อยกว่าและมีโอกาสช้ำน้อยกว่าอีกด้วย

3.รักษาสิวหินด้วยความเย็น (Liquid Nitrogen)

โดยทำการรักษาสิวหินด้วยการใช้ความเย็นจากไนโตรเจนเหลว จี้ทำลายเนื้องอกสิวหินที่นูนออกมาให้หลุดออกจากผิวหนัง การรักษาด้วยวิธีนี้จะทำให้มีโอกาสเกิดแผลเป็นจากการรักษาสิวหินได้น้อย แต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น

4.รักษาสิวหินด้วยการใช้เครื่องจี้ไฟฟ้า (Electrocautery)

เป็นวิธีการรักษาอีกอย่างหนึ่ง ที่มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับการรักษาสิวหินด้วยการเลเซอร์ ทำการรักษาด้วยการใช้เครื่องไฟฟ้าจี้ไปบริเวณที่เป็นสิวหิน เพื่อกำจัดสิวหินออก ซึ่งวิธีนี้จะให้ผลลัพธ์ที่ดีมากและมีผลข้างเคียงจากการรักษาน้อยอีกด้วย แต่ต้องทำการรักษาโดยแพทย์ผิวหนังที่ชำนาญการ

 

สิวหิน

 

สิวหิน ป้องกันอย่างไร

สิวหิน ใช้เวลาในการรักษานานและยากมาก เมื่อรักษาหายแล้วเราก็ควรหาวิธีป้องกันและดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัด เพื่อไม่ให้สิวหินกลับมาเกิดซ้ำอีกครั้ง

  • ลดการใช้เครื่องสำอาง
  • เช็ดทำความสะอาดเครื่องสำอางให้หมดจด
  • สครับผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • เลือกใช้ผลิตสกินแคร์ที่เหมาะกับสภาพผิว
  • สครับผิวหน้าอย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
  • ใช้ผลิตภัณฑ์ผลัดเซลล์ผิว

สรุป 

สำหรับ สิวหิน แม้การดูแล การรักษา จะไม่ใช่ปัญหา อย่างไรก็ตาม สิวหิน หรือ syringomas มักจะมีแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นซ้ำ กลับมาได้เรื่อยๆ และอาจจำเป็นต้องกลับมาดูแลรักษาอีกครั้ง

เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่ นโยบายความเป็นส่วนตัว นโยบายคุกกี้ และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า

ตั้งค่าความเป็นส่วนตัว

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น

ยอมรับทั้งหมด
จัดการความเป็นส่วนตัว
  • เปิดใช้งานตลอด

บันทึกการตั้งค่า